ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)
Bookmark and Share

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ประชาไท | Prachatai.com


 
จาก: ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์ <service@prachatai.com>
วันที่: สิงหาคม 30, 2009 5:06 ก่อนเที่ยง
หัวเรื่อง: ประชาไท | Prachatai.com
ถึง: 


ประชาไท | Prachatai.com

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

กังขาการทำงานของกฤษฎีกา… ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

Posted: 29 Aug 2009 02:46 PM PDT

ศรีสุวรรณ จรรยา
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน / กรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ

ศรีสุวรรณ จรรยา แจงประวัติความเป็นมาว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของกฤษฎีกา กับคำถามถึงการเพิกเฉยต่อหน้าที่ โดยเฉพาะในกรณีมาตรา 67 ที่นำไปสู่ความขัดแย้งในทางกฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ระหว่างประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม

read more

รำลึก 19 ปี สืบ นาคะเสถียร “ไม่ซื้อ ไม่ล่า ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ป่า”

Posted: 29 Aug 2009 02:04 PM PDT

สำนักบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 นครสวรรค์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอเชิญร่วมงานรำลึก 19 ปี สืบ นาคะเสถียร ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2552 ถึงวันอังคารที่ 1 กันยายน 2552 ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี

read more

This posting includes an audio/video/photo media file: Download Now

นักข่าวพลเมือง: อ.อ.ป. ฟ้องขับไล่ชาวบ้านสวนป่าคอนสาร พร้อมขอหมายห้ามทำประโยชน์ชั่วคราว

Posted: 29 Aug 2009 01:39 PM PDT

กรณีพิพาทสวนป่าคอนสารการแก้ปัญหายังไม่คืบ ล่าสุดองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ฟ้องแพ่งขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ ด้านตัวแทนชาวบ้านยันสามารถเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ได้ พร้อมย้ำองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ดำเนินการขัดนโยบายรัฐบาล

read more

“ดร.สุเมธ” ระบุความขัดแย้งในบ้านเมืองมาจากความไม่พอเพียง

Posted: 29 Aug 2009 01:06 PM PDT

ดร.สุเมธ เผยความขัดแย้งทางการเมือง เกิดจากความไม่พอเพียง เป็นกิเลส ตัณหา อำนาจและเงินทอง แนะใช้สตินำทาง ลดประโยชน์ส่วนตัว เสียสละเพื่อบ้านเมือง

read more

‘มาร์ค’ แปลกใจเสื้อแดงไม่มา ยัน พ.ร.บ.ความมั่นคงไม่ได้ห้ามชุมนุม

Posted: 29 Aug 2009 12:40 PM PDT

นายกรัฐมนตรียังคง พ.ร.บ.ความมั่นคง แม้เสื้อแดงจะเลิกชุมนุม เผยจะหารือ ครม. วันที่ 1 ก.ย.นี้ เพื่อทบทวนว่าจะคงหรือยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคง ด้านโฆษก กอ.รนม.ชี้รัฐบาลสามารถคง พ.ร.บ.ความมั่นคง ยาวถึง 5 ก.ย.ได้ ด้านโฆษกประจำตัวอภิสิทธิ์อัดเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมแสดงว่าไม่สุจริต ด้านแม่ทัพภาค 1 เริ่มลดกำลังคุมพื้นที่เขตดุสิตแล้ว

read more

เคาะวันเลือกนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ 4 ต.ค.นี้

Posted: 29 Aug 2009 11:46 AM PDT

กกต.เชียงใหม่กำหนดวันเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ 4 ต.ค.นี้ ให้เวลารับสมัคร 3-7 ก.ย. หลังศาลปกครองตัดสิน “เดือนเต็มดวง” ขาดคุณสมบัติสมัครแข่งนายกฯ พร้อมระบุจะใช้บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งใหม่เพื่อให้เกิดความยุติธรรม แถมจัดชุดเฝ้าระวังทุจริต

read more

ศึกพม่า-โกก้างยังคงเดินหน้า ทหารพม่าเสริมกำลังต่อเนื่อง

Posted: 29 Aug 2009 11:29 AM PDT

การสู้รบระหว่างทหารพม่ากับกลุ่มหยุดยิงโกก้างยังคงเดินหน้า ล่าสุดพม่าสามารถยึดฐานคืน 2 แห่ง ด้านชายแดนไทยภาคเหนือพบการเคลื่อนกำลังพลทหารพม่าและทหารว้า UWSA อย่างคึกคัก

read more

“น้องม่อง” ได้ไปแข่งเครื่องบินพับที่ญี่ปุ่นแล้ว ชนะเสนอขอสัญชาติไทยให้

Posted: 29 Aug 2009 11:10 AM PDT

“น้องม่อง” เตรียมเข้าพบ “ชวรัตน์” ก่อนทำพาสปอร์ตบินไปญี่ปุ่นแข่งเครื่องบินพับ ผอ.บ้านห้วยทรายห่วง สวทช.ให้ไปคนเดียว ควักกระเป๋าให้ครูบินตามไปดูแล เผยหากชนะจะเสนอขอสัญชาติไทย โทรทัศน์แดนปลาดิบติดต่อออกรายการ

read more

3G คืบ กทช.ยัน 9 ก.ย.รู้ผลประมูลผ่านเว็บ

Posted: 29 Aug 2009 10:59 AM PDT

หลังบริษัทที่ปรึกษาปรับความเหมาะสมส่งบอร์ด ย้ำภายในปี 52 เห็น 3G ชัวร์ แต่ไม่ระบุระยะเวลาที่ใช้ประมูล เนื่องจากขึ้นอยู่กับการแข่งขันด้านราคา ก่อนให้ใบอนุญาตแค่ 4 ราย

read more

“มาร์ค” ดัน “โฉนดชุมชน” ตั้งเป้า 30 แห่ง ในปีนี้

Posted: 29 Aug 2009 10:37 AM PDT

“อภิสิทธิ์” เป็นประธานสัมมนาการถือครองที่ดินแบบโฉนดชุมชน หวังใช้แนวคิดโฉนดชุมชนแก้ปัญหาที่ทำกินอย่างยั่งยืน ด้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ไล่ “สุวิทย์” จี้นายกฯ เปลี่ยนตัวคนมาทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่า

read more

'โทษที่ไม่เป็นธรรม' : ฟองสบู่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ วิกฤตความจงรักภักดีด้อยคุณภาพ

Posted: 29 Aug 2009 12:43 AM PDT

“ปัญหาใจกลางที่สังคมไทยต้องเข้าเผชิญหน้าอยู่ที่ว่า ตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันประเพณีอันสืบทอด/ ตกค้างมาจากระบอบเก่าที่จะเหมาะสมสอดคล้องกับสังคมไทย ควรเป็นเช่นไร สังคมไทยสมัยปลายรัชกาลจะเขยื้อนไปสู่ทิศทางใด ด้วยต้นทุนเท่าไร คงขึ้นอยู่กับระดับวุฒิภาวะและความกล้าหาญที่จะแสวงหาคำตอบดังกล่าว” บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ฉบับล่าสุด

read more

มองต่างมุมเหตุการณ์กราดยิงที่บ้านปาตาบาระ สายบุรี

Posted: 29 Aug 2009 12:15 AM PDT

มูฮำหมัดอารีฟีน บิน รอมลี

เหตุการณ์กราดยิงชาวบ้านที่บ้านปาตาบาระ ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องที่เคลือบแคลงใจของคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ที่ติดตามเหตุ โดยเฉพาะมุมมองของภาครัฐและมุมมองของชาวบ้านที่ค่อนข้างขัดแย้งกัน

read more

สภาผ่านร่างงบฯ ปี53 1.7 ล้านล้าน หลังส.ส.ถกข้ามคืน อภิสิทธิ์ชี้ปีหน้าวิกฤตหนัก

Posted: 29 Aug 2009 12:04 AM PDT

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2553  ด้วยคะแนน 244 ต่อ 10  เสียง งดออกเสียง 56 เสียงไม่ลงคะแนน 13  จากจำนวนผู้แสดงตนทั้งหมด 323  คน

read more

ประกาศ ‘ปล่อยมาร์คบ้าคนเดียว’ เสื้อแดงเลื่อนชุมชุมเป็น5ก.ย. หลีก พ.ร.บ.ความมั่นคง ลั่น 19 ก.ย.ปักหลักสู้ไม่ถอย

Posted: 28 Aug 2009 11:59 PM PDT

เสื้อแดง ประกาศยุทธวิธี "ปล่อยมาร์คบ้าไปคนเดียว" เลื่อนชุมนุมออกไปเป็น 5 ก.ย. จากเดิม 30 ส.ค. เพื่อหลบ พ.ร.บ.ความมั่นคงในเขตดุสิต ขณะ ทหาร-ตำรวจตรึงกำลังทำเนียบฯ เก้อ

read more

โพลล์ชี้ประชาชนห่วงประกาศใช้พ.ร.บ.กระทบเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นรัฐบาลลด

Posted: 28 Aug 2009 11:48 PM PDT

ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ เผยผลสำรวจ พ.ร.บ.ความมั่นคงกับการชุมนุมของกลุ่ม นปช.  พบประชาชนต้องการให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนมากสุด ร้อยละ 28.8 ต้องการให้ยุบสภา ร้อยละ 22.2  และเชื่อว่าการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงจะส่งผลเสีย ร้อยละ 37.8 ไม่แน่ใจ ร้อยละ 40.5

read more

You are subscribed to email updates from ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์
To stop receiving these emails, you may unsubscribe now.
Email delivery powered by Google
Google Inc., 20 West Kinzie, Chicago IL USA 60610



--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.narit.or.th
http://dbd-52.hi5.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.momypedia.com
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://icann-ncuc.ning.com
http://www.webmaster.or.th
http://weblogcamp2009.blogspot.com

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บทวิเคราะห์ : ถอดบทเรียนแรงงานนอกระบบ(อาชีพคนทำงานในบ้าน) ตอน 1 /ตอน 2


บทวิเคราะห์ : ถอดบทเรียนแรงงานนอกระบบ(อาชีพคนทำงานในบ้าน)ตอน 1
 

บทวิเคราะห์ : ถอดบทเรียนแรงงานนอกระบบ

(อาชีพคนทำงานในบ้าน)

ตอน 1

สภาพการณ์และปัญหา

ที่ผ่านมา แรงงานที่ทำงานบ้านถูกมองในมิติทางเศรษฐศาสตร์ ว่า เป็นแรงงานที่ทำงานไม่ก่อให้เกิดการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ เมื่อถูกตีความเช่นนี้ จึงส่งผลต่อภาพการให้ความช่วยเหลือคุ้มครองทางกฎหมายแรงงาน รวมถึงการเข้าถึงระบบสวัสดิการทางสังคมต่างๆ ที่แรงงานภาคส่วนนี้ควรจะได้รับ ทำให้สภาพชีวิตของแรงงานที่ทำงานในบ้านต้องเผชิญกับชะตากรรมต่างๆ เช่น การถูกขูดรีดค่าจ้างแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม การเอาเปรียบด้านการทำงานที่มีชั่วโมงยาวนาน ไม่มีวันหยุดพักผ่อนที่แน่นอน ทำงานคนเดียวแต่รับใช้คนในครอบครัวและเครือญาติหลายคน มีโอกาสทางการศึกษาน้อย บางรายถูกควบคุมเสรีภาพในการสื่อสารเพื่อการติดต่อกับคนภายนอก หรือญาติ ที่สำคัญแรงงานที่ทำงานในบ้านบางคนที่เป็นผู้หญิงหลายรายต้องตกอยู่ในสภาวะ ความไม่ปลอดภัยในเนื้อตัวร่างกาย และจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย หรือถูกฆาตกรรมจากนายจ้างบางคนหรือโจรขโมย เป็นต้น
ด้วยสภาพการณ์ดังกล่าว ปัจจุบันแรงงานประเภทคนทำงานในบ้าน จึงมีสถานะการคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายที่ไม่ชัดเจน ทำให้การตีความในหลายภาคส่วนได้จัดแรงงานประเภทนี้อยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบ
และจากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกร จำกัด ได้คาดการณ์ว่าปี 2550 จำนวนคนที่ทำงานในบ้านมีรวมกันมากถึง 400,000 คน สร้างเม็ดเงินสะพัดสูงถึง 27,000 ล้านบาท โดยอัตราค่าจ้างจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งนายจ้างจะดูจากประสบการณ์การทำงาน และความพึงพอใจ
สำหรับประเภทของงานบริการทำงานในบ้านสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
ประเภทหนึ่ง เป็นงานบริการทำงานในบ้านที่คนไทยทำใน ประเทศปี 2550 มีประมาณ 225,000 คน เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 11,000 ล้านบาท
ประเภทที่สอง เป็นแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานอาชีพบริการทำงานในบ้านปี 2550 มีประมาณ 150,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 9,000ล้านบาท โดยแรงงานกลุ่มนี้จะมีค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 3,000-5,000บาทต่อเดือน และ
ประเภทที่สาม คือแรงงานที่เป็นคนไทย แต่ไปทำงานในบ้านที่ต่างประเทศ (อาชีพแม่บ้าน) มีประมาณ 25,000คนในปี 2550 สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศมากถึง 7,000 ล้านบาท

เสียงสะท้อนคนแรงงานฯ

นางสาวสุชิน บัวขาว ตัวแทนผู้ใช้แรงงานใน บ้าน เล่าว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของผู้ใช้แรงงานในบ้าน คือการไม่มีสวัสดิการใดๆรองรับ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพและสิทธิที่ลูกจ้างควรได้รับ เช่นวันหยุด วันลา และค่าจ้างที่เหมาะสม ซึ่งหากเป็นลูกจ้างแบบประจำกินนอนที่บ้าน ส่วนมากจะได้รับค่าจ้างประมาณเดือนละเพียง 4,500 บาทหรือน้อยกว่านั้น แต่ต้องทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้ากว่าจะได้เลิกงานประมาณสามทุ่มและทำงาน 7 วัน แต่เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องออกค่ารักษาพยาบาลไปก่อน หรือเบิกค่าจ้างล่วงหน้ามาจ่ายค่ารักษา ค่าเดินทาง หยุดได้เพียง 1-2 วันเท่านั้น โดยที่การลาหยุดบางคนก็ไม่ได้ค่าแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่คนกลุ่มนี้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก และต้องการให้รัฐบาลดูแลลูกจ้างกลุ่มนี้ด้วยการจัดการให้ทุกคนมีสิทธิ สวัสดิการ ได้รับการคุ้มครองเหมือนลูกจ้างกลุ่มอื่นด้วย
ขณะที่ตัวแทนผู้ใช้แรงงานในบ้านอีกรายคือ นางสาวแดง บอก ว่า อยากให้นายจ้างและคนทั่วไปมองผู้ทำงานกลุ่มนี้อย่างเพื่อนมนุษย์ที่เท่า เทียมกัน ไม่อยากให้ดูถูก ดูหมิ่น หรือประเมินศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่ำกว่าอาชีพอื่น และการจำกัดอิสรภาพ ไม่ให้ออกไปไหน หรือพบปะญาติมิตร รวมทั้งการกำหนดเงื่อนไขที่นายจ้างทำอะไรไม่ผิด แต่ลูกจ้างไม่มีสิทธิอธิบายชี้แจงเหตุผลใดๆ สิ่งเหล่านี้ ล้วนสร้างความอึดอัดและกดดันให้กับลูกจ้าง ทำให้ไม่อยากอยู่กับนายจ้างอีกต่อไป
จากสถานการณ์ดังกล่าวเนื่องในวัน "คนทำงานบ้านสากล 28 สิงหาคมของทุกปี" และในปีนี้ตัวแทนแรงงานในระดับองค์กรภาคเครือข่ายต่างๆ ได้รวบรวมข้อเสนอและโปสการ์ดของผู้ใช้แรงงานนอกระบบอาชีพคนทำงานในบ้าน ที่ระบุความต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้างจากรัฐบาลจำนวน 7,000 ใบ ให้กับ ว่าที่ร้อยตรี ดร.สุเมธ ฤทธาคนี ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเร่งผลักดันให้คนทำงานที่บ้านได้รับการคุ้มครองโดยเฉพาะสวัสดิการและมี วันหยุดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ชัดเจนโดยเร็ว
สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ทำงานในบ้าน มีอะไรบ้าง และแนวทางความช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นอย่างไร สำนักข่าวแห่งชาติจะนำเสนอในตอนต่อไป

ชุติมา สุขวาสนะ เรียบเรียง

ชูชาติ เทศสีแดง บรรณาธิการ

 

 
ข้อมูลข่าวและที่มา

 วันที่ข่าว : 28 สิงหาคม 2552
 
 

บทวิเคราะห์ : ถอดบทเรียนแรงงานนอกระบบ(อาชีพคนทำงานในบ้าน)ตอน 2
 

บทวิเคราะห์ : ถอดบทเรียนแรงงานนอกระบบ

(อาชีพคนทำงานในบ้าน)

ตอน 2

อนาคตแรงงานนอกระบบฯกับการคุ้มครองและเข้าถึงสิทธิทางกฎหมายแรงงานไทย

จากสถานการณ์ด้านแรงงานที่ทำงานในบ้าน กำลังประสบภาวะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้างและสังคมหลายด้าน คณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ และแผนงานคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้ประสานความร่วมมือจัดงานรณรงค์และทำข้อเสนอต่อรัฐบาล ในการปกป้องคุ้มครองให้แรงงานนอกระบบอาชีพคนทำงานในบ้านได้รับการปฏิบัติ อย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งเพื่อสร้างความเข้าใจในระดับการรับรู้ เรียนรู้ทางสังคม เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนในชาติ และภูมิภาค โดยจัดสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง "อนาคตแรงงานนอกระบบอาชีพคนทำงานในบ้าน กับการคุ้มครองและเข้าถึงสิทธิกฎหมายแรงงานไทย" เมื่อที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมปริ้นซ์ตั้น ปาร์ค สวีท ถ.มิตรไมตรี เขตดินแดง กทม.
และในโอกาสนี้ กลุ่มเครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายปฎิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ เครือข่ายแรงงานทำงานบ้าน มูลนิธิร่วมมิตรไทย –พม่า มูลนิธิ MAP มูลนิธิเพื่อนหญิง ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน ได้รวบรวมข้อเสนอและโปสการ์ดติดตามส่งต่อไปยังรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีข้อเสนอดังต่อไปนี้
1. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ได้แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยบัญญัติว่าต้องคุ้มครองแรงงานที่ทำงานบ้านอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกับแรงงานในภาคส่วนอื่น
2. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ได้กำหนดการตรวจสอบ ดูแลความปลอดภัย และอาชีวอนามัย เช่น ต้องให้นายจ้างจัดหาความจำเป็นขั้นพื้นฐานให้แก่ลูกจ้างทำงานงานตามความ เหมาะสมกับฐานะของผู้ว่าจ้าง ได้แก่ การจัดหาที่พักอาศัยที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ มีอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด เป็นต้น
3. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ได้จัดให้นายจ้างนำพาลูกจ้างทำงานบ้านเข้าสู่การมีบัตรประกันสังคม เพื่อสวัสดิการทางสังคมของลูกจ้างและครอบครัวในอนาคตและเป็นไปตามกฎหมายคุ้ม ครองแรงงาน
4. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานได้คุ้มครองสิทธิและกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับ ลูกจ้างทำงานบ้านที่เป็นเด็ก ทั้งนี้ ห้ามมิให้นายจ้างจ้างแรงงานเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีและห้ามมิให้แรงงานเด็กทำงานบ้านเกินวันละ 8 ชั่วโมง
5. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ได้จัดทำระบบการคุ้มครองทางทะเบียนลูกจ้างแรงงานทำงานบ้านโดยให้นายจ้าง หรือผู้ว่าจ้างได้ทำการแจ้งการจ้างลูกจ้างต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงานในเขตพื้นที่ของตน ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกต่อการติดตาม คุ้มครองจากพนักงานตรวจแรงงาน อีกทั้งสามารถทราบตัวเลขที่แท้จริงของแรงงานในภาคส่วนนี้ได้อย่างเป็นระบบ
6. ขอให้รัฐบาลจัดทำนโยบายแผนและงบประมาณ เพื่อการส่งเสริม พัฒนาทักษะฝีมือแรงงงานให้กับลูกจ้างทำงานบ้าน เช่น การจัดทำหลักสูตรและฝึกอบรม การให้บริการ การทำอาหารอย่างอาชีพ อีกทั้งเปิดโอกาสให้ได้รับการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ โดยการไปฝึกอบรม และการไปศึกษา นายจ้างต้องอนุญาตให้ไปตามคำร้องขอจากลูกจ้าง และต้องจ่ายค่าจ้างเสมือนการมาทำงานให้กับนายจ้างตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด ไว้
ด้านว่าที่ร้อยตรี ดร.สุเมธ ฤทธาคนี ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า ความไม่เป็นธรรมที่กลุ่มแรงงานนอกระบบที่ทำงานในบ้านได้รับ จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะถือเป็นแรงงานสำคัญส่วนหนึ่งของประเทศ เนื่องจาก จำนวนแรงงานกลุ่มนี้ มีจำนวนมากถึง 400,000 คน และสร้างเม็ดเงินสะพัดในประเทศ สูงถึง 27,000 ล้านบาท โดยหลังจากรับข้อเสนอและโปสการ์ดในครั้งนี้ จะต้องมีการเร่งแก้ไขกฎหมายของสำนักงานประกันสังคม ในส่วนของ พ.ร.บ.เงินทดแทน และกองทุนคุ้มครองแรงงาน ซึ่งคณะกรรมาธิการการแรงงาน กำลังผลักดันกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภานิติบัญญัติ เพื่อทำให้เกิดเป็นพระราชบัญญัติคุ้มครองคนกลุ่มนี้
คนทำงานบ้าน คือ คนทำงาน และงานบ้าน เป็นงานที่มีคุณค่า แต่กลับถูกจัดความสำคัญทางสังคมจนไม่ได้รับสิทธิที่พึงจะได้รับตามกฎหมาย โดยเฉพาะสวัสดิการต่างๆ ดังนั้นวันแรงงานนอกระบบอาชีพคนทำงานในบ้านสากล ในวันนี้ อาจถือเป็นอีกเริ่มต้น ที่จะจุดประกาย ให้ทุกคนหันกลับมามองคุณค่า และปรับเปลี่ยนค่านิยมของสังคมในเรื่องนี้เสียใหม่ เพราะแรงงานทุกสาขาอาชีพ ก็ล้วนมีสิทธิและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ไม่แตกต่างกัน

ชุติมา สุขวาสนะ เรียบเรียง

ชูชาติ เทศสีแดง บรรณาธิการ

 

 
ข้อมูลข่าวและที่มา

 วันที่ข่าว : 28 สิงหาคม 2552
http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255208270281&tb=N255208&news_headline=%BA%B7%C7%D4%E0%A4%C3%D2%D0%CB%EC%20:%20%B6%CD%B4%BA%B7%E0%C3%D5%C2%B9%E1%C3%A7%A7%D2%B9%B9%CD%A1%C3%D0%BA%BA%28%CD%D2%AA%D5%BE%A4%B9%B7%D3%A7%D2%B9%E3%B9%BA%E9%D2%B9%29%B5%CD%B9%202

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://ww2.oja.go.th/home
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

"อิสรภาพก็คือคุก ตราบเท่าที่ยังมีคนอยู่เยี่ยงทาสแม้แต่เพียงคนเดียวในโลก" อัลแบร์ กามู นักเขียนรางวัลโนเบลชาวฝรั่งเศส

"อิสรภาพก็คือคุก ตราบเท่าที่ยังมีคนอยู่เยี่ยงทาสแม้แต่เพียงคนเดียวในโลก"

อัลแบร์ กามู นักเขียนรางวัลโนเบลชาวฝรั่งเศส
http://blogazine.prachatai.com/user/weeklyletter/about/





ขอเชิญอ่าน blog. Thanks for visiting!




ด้วย Windows Live คุณสามารถจัดการ แก้ไข และ แบ่งปันภาพถ่ายของคุณ

เคาะ 400 ล้าน ลงทุนซื้อที่ดิน ROJNA สร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่

เคาะ 400 ล้าน ลงทุนซื้อที่ดิน ROJNA สร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 สิงหาคม 2552 15:57 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ปธ.บอร์ดยาสูบ ยอมควักจ่าย 400 ล้าน ซื้อที่ดิน ROJNA ตั้งโรงงานใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 53 ใช้เงินลงทุน 1.6 หมื่นล้าน
       

       นางจันทิมา สิริแสงทักษิณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการโรงงานยาสูบ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางโรงงานยาสูบได้ตกลงซื้อที่ดินจำนวน 250 ไร่จาก บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA ในราคา 400 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่
       
       "ได้ผ่านขั้นตอนการซื้อที่ดินจากนิคมอุตสาหกรรมโรจนะแล้ว มูลค่า 400 ล้านบาท" นางจันทิมา กล่าว
       
       ขณะนี้ โรงงานยาสูบอยู่ระหว่างว่าจ้างบริษัทออกแบบการก่อสร้าง เพื่อที่จะประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้างต่อไป ซึ่งโครงการนี้มีมูลค่าทั้งสิ้น 16,000 ล้านบาท และคาดว่า จะดำเนินการแล้วเสร็จกลางปี 2553
http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000093921


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://ww2.oja.go.th/home
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/

สภาที่ปรึกษาฯ ชี้ “ตอใหญ่” ทำรถไฟติดหล่ม แนะล้มแผนแปรรูป

สภาที่ปรึกษาฯ ชี้ "ตอใหญ่" ทำรถไฟติดหล่ม แนะล้มแผนแปรรูป
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 สิงหาคม 2552 14:14 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

 
สภาที่ปรึกษาฯ แนะปฏิรูป รฟท. แทนการแปรรูป ชี้ปมลึก เหตุใดที่ผ่านมาภาครัฐเน้นการส่งเสริมระบบขนส่งทางรถยนต์ ทั้งที่รู้ว่าต้นทุนสูงกว่าทางน้ำ-ระบบรางถึง 20% ของมูลค่าการส่งออก ด้านประธานสหภาพฯ ไม่ขัดข้อง ห่วงแผนโยนหนี้ค่าก่อสร้างแอร์พอร์ตลิงก์ 3.5 หมื่นล้าน ผวา รฟท.แบกหลังแอ่น
       
       นายณรงค์ เพชรประเสริฐ ประธานคณะทำงานกระจายรายได้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวในการเป็นประธานเปิดงานสัมมนา "แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ปฏิรูปการรถไฟเข้มแข็ง" เพื่อระดมความคิดเห็นและชี้แจง แผนปฏิรูป รฟท. ซึ่งผลที่ได้จะนำเสนอต่อภาครัฐบาล ไปกำหนดแนวทางต่อไป โดยนายณรงค์ มองว่าในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยละเลยการพัฒนาระบบขนส่งทางราง แต่กลับมุ่งเน้นการขนส่งทางรถยนต์เป็นหลัก ทั้งที่ไทยมีความพร้อมด้านระบบรางและการขนส่งทางน้ำ ที่มีต้อนทุนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับรถยนต์
       
       ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยมีต้นทุนการขนส่งสินค้าออกต่างประเทศสูงถึงร้อยละ 20 ของมูลค่าการส่ง ซึ่งถือว่าสูงมาก หากเทียบกับต่างประเทศ ที่ส่วนใหญ่เน้นการขนส่งแบบเชื่อมโยงโดยเฉพาะระบบราง แต่ไทยมีการวางกรอบการบริหารงานเกี่ยวกับระบบรางค่อนข้างช้ามาก และมักจะพูดอยู่เสมอหากกิจการใดขาดทุนก็ให้แปรรูป จนทำให้เกิดการมองว่า จะกลายเป็นกิจการของต่างชาติไป ตนจึงเห็นว่าควรหันมาใช้การปฏิรูประบบการทำงานแทน ซึ่งที่ผ่านก็ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ
       
       "แม้ที่ผ่านมา รฟท. จะมีปัญหาขาดทุน แต่สามารถปฏิรูปแทนการแปรรูปได้ แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการ หากมีการปฏิรูป การบริหาร การบริการและการจัดการและอื่นๆ ได้ เชื่อว่าจะแข่งขันและวางกรอบการบริหารการจัดการได้ดี แต่ที่ผ่านมายังไม่เห็นนโยบายที่ชัดเจนขอรัฐบาลว่าจะให้ปฏิรูปอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายรอความชัดเจนจากรัฐบาล"
       
       นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ทางกลุ่มสหภาพไม่ขัดข้อง และเห็นด้วยหากรัฐบาลจะปฏิรูปแทนการแปรรูป ซึ่งที่ผ่านมาได้ยื่นเงื่อนไขให้กับรัฐบาล หากต้องการปฏิรูป รฟท. ก็พร้อมดำเนินการ เพราะเชื่อว่า รฟท. โดยเฉพาะระบบรางคู่ ที่กล่าวถึงกันมานานแล้ว ทั้งนี้ รฟท.สามารถแข่งขันต่างประเทศได้
       
       "ที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นแนวทางความชัดเจนของรัฐบาลว่าจะให้ปฏิรูป อย่างไร เพราะหากดูจากระบบรางคู่ หากสามารถปฏิรูปและมีแผนก่อสร้างชัดเจน นอกเหนือจากจะช่วยระบบการขนส่งโดยเฉพาะโลจิสติกส์ ยังสามารถให้บริการแก่ประชาชนได้เต็มที่ ไม่เพียงแต่ในเรื่องของการปฏิรูประบบรางเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลต้องมีการปรับเปลี่ยนหัวจักร เส้นทาง เพราะเห็นว่ามีการใช้มานานแล้ว หากปรับและย่นเส้นทางได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการขนส่ง"
       
       ส่วนความพร้อมการเปิดให้บริการแอร์พอร์ตลิงก์ที่จะเชื่อมไปสนามบิน สุวรรณภูมิ สหภาพฯ รฟท.ไม่ขัดข้องหากจะเปิดดำเนินการเดินรถใน 5 ธันวาคม 2552 นี้ แต่สิ่งที่ติดขัดโดยเฉพาะเมื่อแอร์พอร์ตลิงก์อยู่ภายใต้การบริหารงานของ รฟท. นั้น หนี้สะสม 35,000 ล้านบาทจากการก่อสร้าง หน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ และสุดท้ายหากให้ รฟท. เป็นผู้รับผิดชอบเงินจำนวนดังกล่าวก็ถือเป็นภาระภาษีของประชาชนโดยตรง ซึ่งรัฐบาลต้องทำความเข้าใจกับสาธารณะและสหภาพฯ
 

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ควานหา"ไอ้โม่ง"รุมทึ้งกองทุนประกันสังคม 6 แสนล้าน

วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:36:07 น.  มติชนออนไลน์
 


ควานหา"ไอ้โม่ง"รุมทึ้งกองทุนประกันสังคม 6 แสนล้าน

โดย..ประสงค์ วิสุทธิ์

เงินกองทุนประกันสังคมถูกนำไปลงทุนอยู่ในเงินฝาก พันธบัตร ตราสารหนี้และหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ  ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 มีมูลค่าเกือบ 600,000 ล้านบาท( 588,955,459,061 บาท) ถือเป็นขุมทรัพย์จำนวนมหาศาลสำหรับผู้มีอำนาจทางการเมือง


ในช่วงที่ผ่านมาจึงมักได้ยินข่าวว่า นักการเมืองพยายามทุกวิถีทางที่จะแสวงหาประโยชน์จากกเงินกองทุนประกันสังคมในรูปแบบต่างๆ อาทิ


@ การทำสัญญาเช่าจัดหาและดำเนินการระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศ(คอมพิวเตอร์)แรงงานของสำนักงานประกันสังคม มูลค่า 2,800  ล้านบาทเมื่อปี 2549 โดยอ้างว่า นำไปใช้ในในการบริหารจัดการเงินกองทุนซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)มีมติเมื่อวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2552 ว่า การกระทำของนายไพโรจน์  สุขสัมฤทธิ์  อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง   และมีมูลเป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157


หลังจากนายไพโรจน์ เกษียณอายุราชการได้รับแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่14 กุมภาพันธ์ 2552 พรรคดังกล่าวมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรับมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้สนับสนุน


@ สปส. ขออนุมัติเงินจากคณะกรรมการประกันสังคม 500 ล้านบาทเพื่อซื้อที่ดินและอาคารวัฏจักร บริเวณ ถนนบรมราชชนนี ตลิ่งชัน กทม. โดยอ้างว่า เพื่อทำเป็นอาคารสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 และอาคารศูนย์ฝึกอบรม ของ  สปส. แยกเป็นค่าซื้อที่ดินและอาคาร 389 ล้านบาท และค่าปรับปรุงอาคาร 111 ล้านบาท ทั้งที่อาคารดังกล่าวผู้ขายยังไม่ได้รับโอนจากกรมบังคับคดีและซื้อมาในราคาไม่ถึง 200 ล้านบาท


อย่างไรก็ตามตัวอย่างที่ขอกล่าวถึงละอียดเป็นเรื่องการนำเงินกองทุนประกันเกือบ 500 ล้านบาทไปซื้อหุ้นธนาคารไทยธนาคาร จำกัด(มหาชน)หรือ บีที จำนวน 63,159,300 หุ้น มูลค่า479,967,207 บาท(ราคาเฉลี่ยราคาหุ้นละ 7.60 บาท)เมื่อเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2549 อย่างมีพิรุธ


จากบันทึกการประชุมคณะกรรมการการลงทุน สำนักงานบริหารการลงทุน สปส.เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ซึ่งมี นายธนาชล สุริยนาคางกูร รองเลขาธิการ สปส.ในขณะนั้นเป็นประธาน ได้อ้างต่อที่ประชุมว่า เลขาธิการ สปส.มีข้อสั่งการงานนโยบายให้ลงทุนในหุ้นสามัญของ บีทีซึ่งปกติการซื้อหุ้นของ สปส.จะเป็นการซื้อมาขายไป แต่การพิจารณาหุ้นบีที เป็นงานนโยบายที่จะซื้อเพื่อให้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มากกว่า 50% ดังนั้นเมื่อเป็นงานนโยบาย สปส.ก็ควรต้องทำ


"...ในกรณีนี้ผู้บริหารมีนโยบายให้ลงทุนเพราะมีแรงบีบจากสภาและฝ่ายแรงงาน ดังนั้นนโยบายคือให้เราถือหุ้นมากพอที่จะคัดหางเสือแบงก์ แม้จะตกหล่นในระยะแรก แต่ให้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการตั้งแบงก์และในสัปดาห์หน้าขอให้หยุดซื้อหุ้นทุกตัวโดยให้ซื้อแค่บีทีเท่านั้น"


อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์การลงทุนได้มีบันทึกผลการวิเคราะห์หุ้นบีทีว่า เป็นบริษัทที่มีการทำกำไรที่ค่อนข้างต่ำโดยส่วนต่างดอกเบี้ยเพียง 1.45% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มีส่วนต่างดอกเบี้ยสูงกว่า 3.6% เนื่องจาก บีทีมีต้นทุนในการระดมเงินฝากสูง


ในขณะที่สินเชื่อโอนส่วนใหญ่ที่รับโอนมาจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีผลตอบแทนต่ำ ทั้งนี้คาดว่า บีทีจะไม่จ่ายเงินปันผลในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังมีเงินที่ที่ต่ำโดยมีกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพียง 9.3%(จากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ 8.5%)


ราคาซื้อขายที่เหมาะสม ตามมูลค่าบัญชีในปี 2549 คาดว่าจะเป็น 6 บาท

 

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี สปส.ได้ใช้เงินกองทุนประกันสังคมซื้อหุ้นบีทีกว่า 60 ล้านหุ้นซึ่งมี นายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นประธานสรุป การลงทุนซื้อหุ้น บีที ว่ามีข้อพิรุธบางประการ ดังนี้


1.การสั่งการงานนโยบายให้ลงทุนในหุ้น บี ที ด้วยเหตุเพราะมีแรงบีบจากสภาและฝ่ายแรงงาน โดยไม่ดำเนินการตามคำแนะนำและความเห็นต่อการลงทุน ตลอดจนรายงานการวิเคราะห์การลงทุนในหุ้น บี ที ของที่ปรึกษาด้านการลงทุน (ผู้จัดการกองทุน) ซึ่งวิเคราะห์โดยอาศัยหลักวิชาการและวิชาชีพตามมาตรฐานการจัดการกองทุนของผู้จัดการกองทุนหรือผู้ทำหน้าที่ที่ปรึกษาการลงทุน


ทั้งๆ ที่บุคคลเหล่านี้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน และ สปส.จ้างไว้เพื่อการนี้อาจส่งผลให้กองทุนประกันสังคมมีความเสี่ยงและมีโอกาสที่จะขาดทุนจากการลงทุนซื้อหุ้นได้โดยกรณีการซื้อหุ้น บีที ของ สปส.ต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 7.60 บาท/หุ้น แต่ราคาปิด ณ วันที่ 23 มกราคม 2550 อยู่ที่ 4.82 บาท/หุ้น แม้  สปส.ยังไม่ได้ทำการขายหุ้น บีที แต่มูลค่าทางตลาดของหุ้น บีที ก็ลดลง


2.การสั่งการให้ซื้อหุ้น บี ที โดยแจ้งว่า มีนโยบายที่จะซื้อเพื่อถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 50 เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการเข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพียงพอที่จะกำหนดนโยบายใน ไทยธนาคาร


 แต่จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ได้ดำเนินการซื้อหุ้น บีที ในช่วงระหว่างวันที่ 23 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 21 เมษายน 2549 เท่านั้น โดยไม่ได้มีคำสั่งซื้อขายตราสารทุนในหุ้น บีที อีก ทำให้สปส.ถือครองหุ้น บีที เป็นจำนวนรวม 63,159,300 หุ้น ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 4.23 ของจำนวนหุ้น บีที ทั้งหมด จึงไม่สอดคล้องกับนโยบายที่จะซื้อเพื่อถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 50 ตามที่ได้แจ้งให้ที่ประชุมคณะกรรมการการลงทุนทราบเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 แต่อย่างใด


3.การสั่งการให้ซื้อผ่านนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ คือ บริษัท หลักทรัพย์ บี ฟิท จำกัด (มหาชน) แต่เพียงรายเดียว ตามคำสั่งซื้อขายตราสารทุนระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549  ถึงวันที่ 21 เมษายน 2549 โดยไม่สลับใช้นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์รายอื่น อาจเสี่ยงต่อการที่นายหน้า ซื้อขายหลักทรัพย์จะรับทราบถึงรายการซื้อขายหลักทรัพย์หุ้นสามัญที่ต่อเนื่องของกองทุนประกันสังคม


เพราะส่วนใหญ่กองทุนประกันสังคมจะมีการซื้อขายตราสารทุนแต่ละตัวอย่างต่อเนื่องและซื้อเป็นวงเงินหลายสิบล้านบาท ก็จะทำให้นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์รู้ข้อมูลล่วงหน้า และอาจจะส่งผลให้บุคคลภายนอกนำข้อมูลการซื้อขายของ สปส.ไปหาประโยชน์ได้ ซึ่งที่ผ่านมา สปส.ได้วางแผนปฏิบัติโดยกำหนดหลักเกณฑ์การใช้โบรกเกอร์โดยจะสลับใช้นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ เนื่องจากไม่ต้องการให้โบรกเกอร์แต่ละรายเห็นรายการซื้อขายหลักทรัพย์หุ้นสามัญที่ต่อเนื่องของกองทุนประกันสังคม


4. คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงมีหนังสือถึงเลขาธิการ สปส. เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2550 เพื่อขอข้อมูลรายชื่อเจ้าของหุ้น บี ที เดิมก่อนโอนขายให้ สปส. เพื่อตรวจสอบหาความเกี่ยวข้องด้านผลประโยชน์ของเจ้าของหุ้น บีที เดิม แต่ได้รับแจ้งจาก สปส.ว่าอยู่ระหว่างการประสานกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึงความเป็นไปได้ ในการขอข้อมูลเพื่อการตรวจสอบ


อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550 คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้มีหนังสือถึงเลขาธิการ สปส.เพื่อขอทราบผลคืบหน้า และได้มีหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เพื่อขอข้อมูลดังกล่าว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าวแต่ประการใด(รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ลงวันที่ 22 มีนาคม 2550 ถึงปลัดกระทรวงแรงาน)


จากข้อพิรุธดังกล่าว คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบทางวินัยรองเลขาธิการ สปส.ซึ่งเป็นผู้สั่งการให้ซื้อหุ้นบีที

 

แต่ปรากกว่า หลังจากนั้นคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแล้วสรุปว่า รองเลขาธิการ สปส.ไม่มีความผิดโดยอ้างว่า เมื่อ สปส.ยังไม่ได้ขายหุ้นบีทีซึ่งมีราคาต่ำกว่าที่ซื้อมา จึงยังไม่เกิดผลขาดทุน


อย่างไรก็ตามมีผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงแรงงานบางคนทำบันทึกเสนอปลัดกระทรวงแรงงานให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวน แต่กลับมีการเก็บเรื่องเงียบ ทั้งๆที่มีข้อพิรุธที่น่าจะต้องทำให้กระจ่างคือ

 

หนึ่ง นโยบายในการสั่งซื้อหุ้นบีทีเกือบ 500 ล้านบาทในราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็นและไม่สนใจเรื่องความเสี่ยงสูง เป็นคำสั่งของใครมาจากไหน เป็นของเลขาธิการ สปส.หรือมีผู้มีอำนาจทางการเมืองที่สูงกว่าเลขาธิการ  สปส.


สอง ทำไมจึงสั่งซื้อหุ้นบีทีผ่านบริษัท หลักทรัพย์ บี ฟิท จำกัด เพียงรายเดียว บริษัทดังกล่าวมีสายสัมพันธ์กับผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงแรงงานหรือมีสายสัมพันธ์กับผู้อำนาจทางการเมืองที่ครอบงำกระทรวงแรงงานรายใดหรือไม่


สาม ปกติการเข้าซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์เพื่อให้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจบริหาร ต้องขออนุมัติจากธนาคารแห่งประเทสไทยโดยเฉพาะจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินต้องขออนุมัติจากกระทรวงการคลังด้วย ซึ่งต้องมีการเจรจาถึงราคาและสัดส่วนการถือครองหุ้น ไม่ใช่การไล่ซื้อหุ้นในตลาด  ดังนั้นมติที่อ้างว่า ต้องการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บีที 50% จึงบมีพิรุธอย่างยิ่ง


ถ้ากระทรวงแรงงานยังไม่สามารถทำเรื่องนี้ให้กระจ่างและปล่อยให้เรื่องเงียบหายเหมือนที่ผ่านๆมา คงไม่มีทางหยุดการรุมทึ้งเงินเกือบ 600,000 ล้านบาทได้ง่ายๆ



--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หลานสาว "เช กูวารา" อดีตนักปฏิวัติ ....เปลือยกาย-ห้อยแครอท ชวนคนกิน"มังสวิรัติ"ให้พีต้า !!!

  
   

ปู-หลาน กูวารา


คุณปู่ เช กูวารา


ร่วมกัน ปฏิวัติมังสวิรัติ!!

 
วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เวลา 08:29:51 น.  มติชนออนไลน์

หลานสาว "เช กูวารา" อดีตนักปฏิวัติ ....เปลือยกาย-ห้อยแครอท ชวนคนกิน"มังสวิรัติ"ให้พีต้า !!!

โดย พิงค์สเกิร์ต

"เช กูวารา" คงเป็นชื่อที่คอการเมืองและนักสู้เพื่ออุดมการณ์ทุกคนต้องเคยได้ยิน ในฐานะที่เป็นนักสู้เพื่อเสรีภาพ ความเท่าเทียมและโลกที่ดีกว่า รวมทั้งเป็นผู้นำการต่อสู้แบบกองโจร โดยมุ่งหวังปลดปล่อยและหยุดการถูกกดขี่ข่มเหง ในประเทศแถบอเมริกาใต้ โดยเฉพาะที่โดดเด่นที่สุด คือ "ประเทศคิวบา"


ขณะที่เชต่อสู้เพื่อนอุดมการณ์ แต่ดูเหมือนว่า "ลีเดีย กูวารา" หลานสาวแท้ๆ ของเขา กำลัง"ต่อสู้"เพื่อเรียกร้องความสนใจ......ไม่ใช่เพื่อตัวเธอเอง ทว่าเพื่อบรรดาสรรพสัตว์เพื่อนร่วมโลกของเราต่างหากละ


"ลีเดีย กูวารา"เป็นนางแบบเปลือย เพื่อถ่ายภาพรณรงค์การทำร้ายสัตว์ให้กับองค์กรเพื่อการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีจริยธรรม หรือ "พีต้า" (PETA) โดยสวมเพียง "แครอท" ที่ถูกเรียงเป็นแถวให้ดูเหมือนกับกระสุนปืน ที่ปู่ของเธอมักมีติดตัวอยู่เสมอ เพื่อสื่อถึงการชักชวนให้คนทั่วไปหันมาทาน "มังสวิรัติ"


 


"ลีเดีย" วัย 24 ปี ซึ่งตอนนี้อาศัยในสหรัฐ ได้รับคัดเลือกจากกลุ่มพีต้า โดยโฆษกให้เหตุผลว่า "เพราะต้องการแสดงความเคารพไปถึงปู่ของเธอ นอกจากนี้ เธอยังเข้ากับประโยคเด็ด ที่โฆษณานี้ต้องการสื่อด้วย"

 

ซึ่งประโยคดังกล่าว ก็คือ............ "ร่วมกัน ปฏิวัติมังสวิรัติ!!" (คิดได้ไง)



อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
"พีต้า"ประท้วงทำเมนูตับห่าน เปลือยอกหน้าห้างดัง
"พีต้า"วอนคนดังเมินใส่ชุด"อาร์มานี่" ไปร่วมงานออสการ์
คลิปวิดีโอที่ "อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน" ร่วมรณรงค์ให้พีต้าแต่ถูกแบน
"พีต้า"โวยรณรงค์ให้"รักผัก"ก็ถูกแบน หลังเอ็นบีซีห้ามถ่ายทอดช่วงแข่งซุปเปอร์โบวล์ อ้าง"อนาจาร"เกินไป
"พีต้า"ยังเดินหน้ารณรงค์ต้านโรงฆ่าไก่ ธุรกิจเคเอฟซี
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1245634347&grpid=no&subcatid=0805


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.narit.or.th
http://dbd-52.hi5.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.momypedia.com
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://icann-ncuc.ning.com
http://www.webmaster.or.th
http://weblogcamp2009.blogspot.com

มินท์ เมี้ยต : เขาถูกตามล่าเนื่องจากรายงานรัฐเรื่องคอรัปชั่น


มินท์ เมี้ยต : เขาถูกตามล่าเนื่องจากรายงานรัฐเรื่องคอรัปชั่น

ส่งมาเมื่อ 16 ส.ค. 2009 - 00:00:00.  หมวด: ชีวิต  ป้าย:


ไม่ว่าการตัดสินคดีของอองซาน  ซูจีจะปรากฎออกมาเยี่ยงใดก็ตาม  มินท์ เมี้ยต รู้ดีว่า คงไม่ได้เป็นไปตามตัวบทกฎหมายใดๆหรอก แต่คำตัดสินนั้นจะขึ้นอยู่กับว่าผู้นำรัฐบาลทหารพม่าต้องการให้ออกมาเช่นไร ตัวเขาเองนั้นรู้ซึ้งในเรื่องนี้ดีเพราะเคยมีโอกาสได้เข้าไปสู่กระบวนการนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว และเขารู้ดีว่า ชะตากรรมของชาวพม่านั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก หากคนๆ นั้นบังเอิญไปทำอะไรขวางหูขวางตารัฐบาลเข้า เช่นเดียวกับตัวเขาและภรรยาที่เป็นวิศวกรอยู่ดีๆ ก็ต้องมากลายเป็นนักโทษ และสุดท้ายต้องมาลงเอยด้วยการเป็นแรงงานข้ามชาติอยู่ในประเทศไทย 


มินท์ เมี้ยต ปัจจุบันอายุ 40 ปี สำเร็จการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ที่เดียวกันกับ ถั่น ตาร์ ภรรยาของเขา ซึ่งเรียนทางด้านวิศวกรรมโยธาด้วยกัน หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว เขาก็ได้ทำงานเป็นวิศวกรโยธาอยู่กระทรวงพลังงาน ส่วนภรรยานั้นทำงานที่อีกกระทรวงหนึ่งในตำแหน่งวิศวกรเช่นกัน  และแม้ว่าการเป็นข้าราชการภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร พลเรือนอาจไม่มีความก้าวหน้าได้มากนัก แต่ในฐานะของผู้ที่ความชำนาญการแล้ว ทำให้เขาได้รับตำแหน่งสุดท้ายคือ วิศวกรโครงสร้างที่ทำการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงพลังงาน รับผิดชอบโครงการก่อสร้างเขื่อน 2 แห่งในพม่า  เขาตั้งใจทำงานอย่างสุดฝีมือด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่การทำงานที่ดีนั้นที่สุดแล้วกลับไม่ได้นำเขาไปในสิ่งที่ดี เพราะสิ่งที่เขาทำนั้นไปขัดหูขัดตารัฐบาล 


ย้อนกลับไปวันที่ 31 ธันวาคม 2005 ที่คนทั่วโลกเตรียมตัวเฉลิมฉลองรับศักราชใหม่ เขากับภรรยากลับต้องเดินเข้าไปในคุกแทน "Happy New Year in Jail" (ฉลองปีใหม่ในคุก) เขาพูดติดตลกเมื่อเล่าเรื่องราวให้ฟัง 

สาเหตุที่เขากลับต้องเข้าคุกแทนที่จะได้เฉลิมฉลองปีใหม่นั้น เกิดขึ้นเมื่อเขาพบว่ามีการทุจริตขึ้นในโครงการการสร้างเขื่อนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคนที่กระทำการทุจริตนั้นก็คือ วิศวกรใหญ่ (chief engineer) ผู้ควบคุมโครงการนั่นเอง และด้วยหน้าที่ของพลเมืองดีเขาจึงได้ส่งเรื่องราวการทุจริตนี้ไปยังรัฐบาล โดยส่งหนังสือร้องเรียนไปยังกระทรวงต้นสังกัด ทว่า การรายงานการทุจริตโชคร้ายอย่างยิ่งสำหรับเขาเพราะ คนที่เขาร้องเรียนนั้นเป็นคนของทางฝ่ายทหาร และเป็นคนที่มีหน้าที่ตรวจสอบการคอรัปชั่นเสียเอง และเขาโชคร้ายไปยิ่งกว่านั้นคือ ไม่เพียงแค่สิ่งที่เขาร้องเรียนไม่ถูกสนใจ ในทางตรงกันข้ามได้มีความพยายามสร้างหลักฐานเท็จ เพื่อมัดตัวให้เขากลายเป็นคนผิดเสียเอง

"
ก่อนหน้านั้น มีพายุเกิดขึ้นที่เมือง Pang Hlaing (บริเวณที่มีการสร้างเขื่อน) สร้างความเสียหายพอสมควร แม้อาจจะน้อยกว่านาร์กิสก็ตาม ผมได้เข้าร่วมไปช่วยเหลือผู้คนไปช่วยคนออกจากพื้นที่บ้าง เอาข้าวสารไปให้บ้าง แต่ในขณะเดียวกันไม่ว่าผมจะไปทำอะไร ผมก็เห็นว่ามีการติดตามถ่ายภาพของผม และในที่สุดผมก็ถูกเรียกไปสอบสวนโดยกล่าวหาว่า ผมทำเกินหน้าที่ รวมทั้งผมอาจคอรัปชั่นเสียเองและพยายามกล่าวหาว่าผมเอาของที่ไหนไปช่วยเหลือคนเหล่านี้"  

การช่วยหลือนั้นไม่ว่าจะเปนข้าวสารหรือการขนคนล้วนแล้วเป็นน้ำพักน้ำแรงของเขา และเงินทุกบาททุกสตางค์ก็เป็นเงินของเขาเองทั้งสิ้น หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็ไม่ปกติอีกต่อไป เขาถูกติดตามและสอดส่องตลอดเวลา ซึ่งเขาเองก็รู้ จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนที่อยู่ในหน่วยข่าวกรองมาบอกเขาว่า  "จะหนีไปไหนก็รีบไปซะเพราะว่า ตอนนี้เขากำลังจะจัดการคุณแล้ว รับรองได้เลยว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องติดคุกแน่ๆ" เพื่อนเขาบอกอย่างนั้น แต่เขาบอกกับเพื่อนว่า "อยากจะทำอะไรผมก็เชิญ ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมไม่หนี ผมอยู่บ้านทุกวัน" 

เมื่อได้รับความไม่เป็นธรรมและถูกคุกคามจนสุดที่จะทน ตอนนั้นภรรยาเขาช่วยคิดว่า หรือว่าถ้าอย่างนั้นเราส่งข่าวให้ชาวโลกรู้ไปเลยดีมั้ย เพราะอยู่เฉยๆ ก็คงไม่มีใครช่วยเราแล้ว ในที่สุดเขาเลยแอบส่งข่าวไปที่ สถานีวิทยุบีบีซี เพื่อจะให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในประเทศ  ต่อมาในวันที่ 15 ธันวาคม มีเจ้าหน้าที่ของทางการมาตามหาเขา เมื่อไม่เจอตัวก็เลยจับภรรยาของเขาไป ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีหลักฐานใดๆ ว่าเธอทำอะไรผิด และในวันที่ 31 ธันวาคม 2005 หรืออีกสองสัปดาห์ต่อมาเขาก็ถูกจับตัว โดยทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาในการกระทำความผิดภายใต้กฎหมายความมั่นคงใน 3 มาตราคือ 1. ติดต่อกับกลุ่มและองค์กรที่ก่อความไม่สงบ 2. กระทำการต่อต้านรัฐบาล ซึ่งข้อกล่าวหานี้เขาจำได้ดีว่าอยู่ภายใต้มาตรา 505 B และ 3. มาตรา 5 N กระทำการอันขัดต่อความมั่นคงของรัฐ

ตอนนี้เองที่เขาได้เห็นตระหนักด้วยตัวของเขาเองถึงเรื่องกระบวนการยุติธรรมในพม่า เริ่มตั้งแต่การไม่มีหลักฐานใดๆ ที่จะมัดตัวเขาได้ ก็ได้มีสร้างพยานเท็จ การไม่ยอมให้พบกับทนาย และ จนกระทั่งขั้นตอนการถูกทรมานในคุก  เขาเปรียบให้เห็นว่า อย่างกรณีของออง ซาน ซูจีนั้น เขาจึงเชื่อว่า ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะให้มันออกมาแบบไหน  ทางศาลนั้นคงไม่ได้สนใจว่าพยานจะจริงหรือเท็จ และการไม่ยอมให้พบทนายเราก็เห็นแล้วว่าเป็นกระบวนการแบบไหน 

"เห็นมั้ยว่า เขาไม่ยอมให้นางซูจีได้พบกับทนาย ผมก็เหมือนกัน ตอนที่เขามาจับผมนั้นผมถามเขาว่าข้อหาอะไร เขาบอกผมถึงความผิดตามกฎหมาย 3 ข้อที่ว่า และผมก็ถามว่าไหนล่ะหลักฐาน เขาก็ไม่มีหลักฐานอะไร แต่เขาบอกว่าเขารู้ว่าผมติดต่อนักข่าว ผมก็บอกว่าเอาหลักฐานมายืนยันสิ จะเป็นฟิล์มที่แพร่ภาพ หรือ เทปเสียง หรือ งานเขียนหากเขาเชื่อว่ามีการเผยแพร่ในสิ่งพิมพ์หรือเว็บไซต์ แต่ก็ไม่มี" มิน เมี้ยตกล่าวด้วยน้ำเสียงแห่งความคับข้องใจ

เมื่อถึงกระบวนการขึ้นสู่ศาล เขาได้รับอนุญาตให้เจอกับทนายได้เพียง 15 นาทีก่อนขึ้นศาลเท่านั้น และเขาได้ทำหน้าที่แก้ต่างให้ตัวเองโดยตั้งคำถามต่างๆ เหล่านี้กับศาลเช่นกัน แต่ทางศาลก็กลับตั้งคำถามกับเขาว่าทำไมไม่ให้ทนายพูด ทำไมต้องตอบเอง เขาแย้งออกไปว่า ทนายจะมารู้เรื่องเขาได้ยังไงก็ในเมื่อได้พบกันแค่ 15 นาที คำตอบยิ่งสร้างความไม่พอใจ และเมื่อไม่สามารถหาหลักฐานใดๆ มามัดตัวเขาได้ การไต่สวนดำเนินการไปเป็นเวลา 3 เดือนก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานมามัดตัวเขาได้ ปรากฎว่าในการขึ้นศาลตั้งสุดท้าย ทางการกลับมีพยานถึง 6 คน บอกว่าเป็นคนที่รู้จัก และทำงานร่วมกับเขาและรู้ว่าเขาติดต่อนักข่าว 

"
ขอโทษเถอะนะ คนทั้ง 6 คนนี้เป็นทหาร ผมก็บอกเขาไปแล้วว่า ผมไม่เคยรู้จักพวกเขาเลย และ ผมก็ถามผู้พิพากษาว่า คุณจะเชื่อถือเขาได้อย่างไร แม้กระทั่งตอนให้การเป็นพยานนั้นเขาไม่ได้กล่าวคำสาบานด้วยซ้ำ แต่ผู้พิพากษาได้แต่ส่ายหน้าและบอกว่า นี่คือพยาน ก็ช่วยไม่ได้นะ เพราะว่าถึงอย่างไรนี่ก็คือพยานที่เราได้มา"  

หลังจากมีพยานมาให้การแล้ว มินท์ เมี้ยต ก็ถูกตัดสินให้มีความผิดตามกฎหมายความมั่นคงของรัฐ ตามข้อกล่าวหาที่อยู่ในมาตรา 505 B ที่ว่าด้วย การกระทำการต่อต้านรัฐบาล และตัดสินให้จำคุก 2 ปี ภรรยาเขาก็ติดคุกเช่นกัน และถูกจับขังแยกจากกัน โดยภรรยาไปอยู่ที่แดนหญิงและในระหว่างที่ถูกจำคุกอยู่นั้น เขากับภรรยาไม่ได้เจอหน้ากันเลย

ในคุกนั้น เขาพบความยากลำบากยิ่ง เขาถูกใส่โซ่ตรวนที่เท้า และมักจะถูกทรมานเสมอ การทรมานนั้นหนักจนกระทั่งทำให้เขาต้องกลายเป็นเหน็บชาไปครึ่งตัว และ นิ้วหักไปหนึ่งนิ้ว ทุกวันนี้นิ้วหัวแม่มือที่ข้างหนึ่งของเขาเป็นนิ้วปลอม 

"เขาบอกว่า เหตุผลที่เขาต้องซ้อมผมนั้น เพราะผมชอบเรียกร้องความเป็นธรรม" เขาเล่าต่ออีกว่า ได้เอา หนังสือเกี่ยวกับมาตรฐานการปฎิบัติต่อนักโทษไปอ่านให้ผู้คุม และบอกเขาว่า ผู้คุมควรจะปฎิบัติต่อเขาอย่างไร แต่นี่ก็ไม่ได้ทำให้การอยู่ในคุกของเขาดีขึ้น แต่เขาก็ไม่เคยยินยอมก้มหน้ารับกรรม เขายังข่มขู่ผู้คุมเอาไว้ด้วย 

"คอยดูนะ อย่าให้ออกไปได้เชียวนะ ถ้าออกไปได้ให้ระวังตัวเอาไว้ให้ดี จะแฉให้หมด ว่าผมถูกปฎิบัติอย่างไรบ้างในคุกแห่งนี้"


มีเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเกิดขึ้นกับเขาก็คือ อยู่มาวันหนึ่ง ซึ่งเขาเพิ่งจะมารู้ตอนหลัง ว่าในขณะที่เขาพูดเรื่องนี้นั้นอีกไม่กี่วันต่อมาก็จะมีการเยือนพม่าของ นายอิบราฮิม กัมบารี ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติในวันที่ 6 มีนาคม 2008 ระหว่างที่นายกัมบารีมาเยือนนั้น ดูเหมือนว่า ผู้คุมคงจะรู้ว่าอาจจะให้มีการปล่อยตัวนักโทษด้วย ดังนั้น ผู้คุมจึงเชิญเขาไปที่บ้าน และกล่าวขออภัยถ้าทำอะไรที่ไม่ดีไปในช่วงที่อยู่ในคุก และเขาเองก็เพิ่งรู้ตอนนั้นเช่นกันว่า ความจริงแล้วน้องสาวของเขาได้ให้เงินกับผู้คุมจำนวนหนึ่ง เพื่อฝากฝังให้ผู้คุมดูแลเขาและภรรยาเป็นกรณีพิเศษ ทว่า ตลกร้ายมาก ก็คือเขากลับถูกดูแลอย่างเจ็บปวดเป็นพิเศษ ที่เขาว่าน้องสาวเขาเอาเงินไปให้ผู้คุมเพราะว่า หลังจากที่ผู้คุมขอโทษเขาแล้ว ผู้คุมได้คืนเงินทั้งหมดให้กับเขา โดยส่งให้ทางไปรษณีย์ ต่อจากนั้น เขาก็ได้รับการปล่อยตัวออกจากคุก ส่วนเงินที่ได้รับคืนมานั้นเขาก็ได้นำไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ให้กับนักโทษในคุก

 

มีนาคม 2008 เขารอดมาจากคุกแล้วแต่เคราะห์กรรมเขาคงยังไม่หมดสิ้น เพราะคงเขายังคงถูกติดตามอยู่ ต่อมาหลังจากได้ออกจากคุกมาได้ไม่นาน พายุโซโคลนนาร์กิสได้โหมกระหน่ำเข้าโจมตีประเทศพม่า และหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกพายุโจมตีนั้นก็เป็นชุมชนที่พ่อแม่ขอเขาอาศัยอยู่ มินท์ เมี๊ยตเลยจะเข้าไปช่วยเหลือพ่อแม่ของเขา แต่สภาพที่เขาเห็นนั้น ก็คือ ผู้คนจำนวนมากหนีกระเจิดกระเจิงกันมา และมีจำนวนมากที่เข้าไปอยู่ในวัด จนแน่นไปหมด  

ด้วยความประสงค์ดีแทนที่เขาจะเข้าไปดูแลเพียงพ่อแม่เขาเท่านั้น เขากลับไปเอาเงินจากภรรยามาจำนวน 500,000 จ๊าต มาซื้อข้าวเพื่อบริจาคให้คน แต่เนื่องจากในวัดนั้นคนแน่นมาก เขาจึงเอามาที่บ้านพ่อแม่ของเขาแล้วนิมนต์พระมา 3 รูปมาช่วยแจกข้าวสาร ขณะนั้นข้าวสารราคาแพงขึ้นมากถึงกว่า 20 เท่าจากราคาเดิม การกระทำการต่างๆ ของเขานั้น ไม่ได้รอดพ้นสายตาของหน่วยข่าวกรองที่ติดตามถ่ายรูปเขาในทุกหนทุกแห่ง และ การช่วยเหลือคนที่เผชิญกับภัยพิบัตินี้ แทนที่จะเป็นความดีความชอบ แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งกลายเป็นสร้างปัญหาให้เขาเพิ่มขึ้น 


มีตำรวจเข้ามาเชิญตัวเขาไปสอบสวน ตั้งข้อกล่าวหาเขาในหลายเรื่อง ตั้งแต่ว่า เขาเข้าไปช่วยเหลือคนโดยไม่แจ้งทางการก่อน หรือ ว่ารถมอเตอร์ไซด์ที่เขาใช้นั้นไม่มีทะเบียน 

"ตอนที่หน่วยข่าวกรองมาถามผมว่า ทำไมไปช่วยคนโดยไม่แจ้งทางการก่อน ผมก็เลยถามว่า คนจะตายกันหมดแล้วจะต้องให้ผมรายงานและขออนุญาตก่อนหรือ แล้วคำถามต่อมาว่า เอาเงินมาจากไหน ผมก็บอกว่าของภรรยาผม เพราะเธอมีเงิน คำถามต่อมาคือ แล้วทำไมมาแจกที่บ้าน ผมก็บอกว่า ก็ที่วัดคนแน่น แต่สิ่งทีเขากล่าวหาต่อก็คือ พระ 3 รูปที่ผมขอให้ช่วยนั้นเป็นพระปลอม ก็เลยถามว่า แล้วผมจะไปรู้ได้อย่างไรว่าพระไหนจริงพระไหนปลอม บ้านเมืองเราเป็นเมืองพุทธ พระที่เจอก็ย่อมจะเป็นพระจริง ถ้าพวกคุณรู้ว่าคนไหนเป็นพระปลอมทำไมไม่ไปจับ มากล่าวหาผมทำไม" 


เมื่อเขาจะกลับ เขาก็ถามหารถมอเตอร์ไซด์ของเขา ตำรวจบอกว่ายึดไปแล้ว เพราะรถของเขานั้นไม่มีทะเบียน  ซึงเขาก็โต้แย้งออกไปอีก  "ก็ดี ผมน่ะอยากเห็นตำรวจทำตามกฎหมายเสียที แต่ว่าช่วยจับมาให้หมดด้วยนะ เพราะว่ารถมอเตอร์ไซด์ที่ขับอยู่ในพม่านั้น แทบจะร้อยทั้งร้อยที่ไม่มีทะเบียน" 


ในที่สุดความยุ่งยากก็เกิดกับเขามากขึ้น  เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตามก็จะมีคนคอยจับผิดและติดตามอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดเขากับภรรยาจึงตัดสินใจ รวบรวมเงินส่วนหนึ่งเอาไปให้แม่ของเขาเพื่อไว้ใช้สำหรับดูแลลูกชายของเขา ส่วนเขาและภรรยาหนีเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับผู้ประสบภัยนาร์กิสคนอื่นๆ โดยเขาไม่ได้เข้ามาขอความช่วยเหลือ แต่เขาเข้ามาเพราะคิดว่าสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยนาร์กิสที่เข้ามาพักพิงอยู่ที่ แม่ตาว อ .แม่สอดได้


วันนี้จากชีวิตวิศวกรอย่างเขาต้องกลายมาเป็นแรงงานข้ามชาติที่แม่สอด อาจจะดูเหมือนว่าสถานะของตกต่ำลง แต่จะว่าไปแล้ว ชีวิตเขาก็ดีกว่าแรงงานข้ามชาติทั่วๆ ไปที่แม่สอด ที่มีรายได้เพียงวัน 50 – 100 บาท ในขณะที่เขาได้ทำงานในบริษัทผลิตเบรครถจักรยาน มีรายได้วันละ 250 บาท และหากทำงานล่วงเวลาก็จะได้อีก ชั่วโมงละ 30 บาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวันละ 3 ชั่วโมง ส่วนภรรยาของเขาเป็นครูสอนเด็กเล็กได้เงินเดือนๆ ละ 3,000 บาท จากรายได้นี้ทำให้เขาไม่ค่อยเดือดร้อนมากนัก เพราะเขาสองคนใช้เงินวันละ 100 บาท ที่เหลือแบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนหนึ่งส่งกลับไปให้ลูกที่พม่า และอีกส่วนหนึ่งเก็บไว้ช่วยเหลือชาวพม่าที่อยู่ในประเทศไทยที่ยากลำบาก

นอกเหนือจากการสู้ชีวิตเพื่ออยู่รอดแล้ว ความมุ่งมั่นที่จะเห็นประชาธิปไตยพม่าของเขาก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารทั้งหลายที่รวมกลุ่มกัน  เพียงแต่เขาคิดว่า แม้คนเดียวเขาก็จะสู้ และเขาก็ยึดมั่นในคำที่อองซาน ซูจี  รวมทั้งเขาก็เห็นด้วยว่า คนจะสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นอาจต้องพร้อมใน 3 ประการ คือ จะต้องมีสุขภาพดี (Healthy) สามารถเอาตัวรอดได้ (Survive) และต้องยึดมั่นในหลักการ (principle)

"
ผมคิดว่า ผมมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ประการนี้ ผมมีสุขภาพกายที่ดี ผมมีความสามารถดูแลครอบครัวให้อยู่รอด ไม่อดอยาก และ ผมยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยไม่มีวันเปลี่ยนแน่นอน และผมเองก็มีแนวทางในการต่อสู้ของผม แม้จะทำคนเดียวผมก็ทำ" เขากล่าวด้วยความมุ่งมั่น


ทุกวันนี้เขาจึงพยายามพบปะผู้คนให้มากที่สุดเพื่อว่าจะเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และเป็นโอกาสให้เขาได้เผยแพร่ข้อมูลที่เขาประสบมาด้วยตนเองในพม่า และเพื่อส่งเสริมการเรียกร้องประชาธิปไตย แม้จะรู้ว่าถูกติดตาม แต่นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของคนที่แม้ถูกตามล่าก็ไม่หวั่นไหว ยังคงมุ่งมั่น ทำงานเพื่อสังคมและประชาธิปไตยต่อไป

 http://blogazine.prachatai.com/user/sutthida/post/2482


--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หุ่นสยอง

วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6833 ข่าวสดรายวัน


หุ่นสยอง


เอิ๊กอ๊ากอินเตอร์




เล่นเอาผู้ใช้รถใช้ถนนในเมืองเลสเตอร์ แดนอังกฤษ ขนหัวลุกกันเกรียวเลย!

เพราะจู่ๆ ทางการก็ไปเอา "หุ่นเด็กนักเรียน" หน้าตาหลอนสุดๆ มาตั้งสองข้างถนน



โดยหวังผลทางจิตวิทยา กดดันทำให้พวก "ตีนผี" ลดความเร็วหรือรีบเหยียบเบรก

แต่ชาวบ้านบางคนขอร้องว่า "เอ็งช่วยรีบๆ ยกเอาไปทิ้งทีเถอะ เพราะข้ากลัวพอคนเห็นเข้าจะยิ่งตกใจ ขับรถเสียสมาธิแย่กว่าเดิมน่ะสิว้อยยยย์!"

หน้า 7

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObWIzSXpNREUwTURnMU1nPT0=&sectionid=TURNd05nPT0=&day=TWpBd09TMHdPQzB4TkE9PQ==

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://ilaw.or.th
http://www.pnac-th.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://dbd-52.hi5.com
http://www.thaisara.com
http://www.oknation.net/blog/aumpradya
http://www.oknation.net/blog/roungkaw
http://www.oknation.net/blog/pacm/2009
http://www.oknation.net/blog/summer
http://www.thaibreastfeeding.org

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

"ธานี"สั่งเชือด"พล.ต.ต.-พ.ต.อ." ฐานไม่รายงานเหตุคดีอุกฉกรรจ์

วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11477 มติชนรายวัน


"ธานี"สั่งเชือด"พล.ต.ต.-พ.ต.อ." ฐานไม่รายงานเหตุคดีอุกฉกรรจ์




"ธานี"เฮี้ยวสั่ง"ผบช.น."เชือด"พล.ต.ต." หลังลงโทษ"ผกก."แค่กล่าวตักเตือน อ้างผิดระเบียบ ระบุต้อง"ภาคทัณฑ์-กักยาม" กรณีโรงพักไม่รายงานเหตุคดีอุกฉกรรจ์ 2 ครั้ง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. (ปป.2) มีบันทึกสั่งการถึง พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. ให้พิจารณาข้อบกพร่อง พล.ต.ต.วิมล เปาอินทร์ ผบก.น.4 และ พ.ต.อ.บุญส่ง นามกรณ์ ผกก.สน.ลาดพร้าว กรณีที่ สน.ลาดพร้าวไม่รายงานเหตุคดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญรวม 2 คดี คดีแรกฆ่านายอนุรักษ์ แซ่เตี้ย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ซึ่ง ผบก.น.4 มีบันทึกสั่งการให้ว่ากล่าวตักเตือน พ.ต.อ.บุญส่งไปแล้ว และคดีที่ 2 ฆ่า ด.ต.วิวัฒธนา ทวีอร่ามเรือง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ซึ่งต้องพิจารณาโทษ พ.ต.อ.บุญส่งในระดับภาคทัณฑ์หรือกักยาม แต่ พล.ต.ต.วิมล ผบก.น.4 กลับกล่าวตักเตือนเท่านั้น ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จากกรณีดังกล่าว พล.ต.อ.ธานีจึงมีคำสั่งให้ พล.ต.ท.วรพงษ์พิจารณาข้อบกพร่องของ พล.ต.ต.วิมล แล้วรายงานให้ พล.ต.อ.ธานีทราบภายใน 7 วัน ส่วนที่ ผบช.น.เห็นชอบในการปฏิบัติไม่ถูกต้องของ ผบก.น.4 ซึ่งถือว่าบกพร่องด้วยนั้นให้รายงานชี้แจงให้ ตร.ทราบเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

ด้าน พล.ต.ท.วรพงษ์ได้มีหนังสือถึง ผบก.น.1-9, ผบก.ตปพ. ผบก.จร. ผบก.อก. ผกก.ศดส. และ ผกก.ศทส. สั่งการกำชับการปฏิบัติการรายงานเหตุอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญ ตลอดจนเหตุที่ต้องรายงานด่วนให้ผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อควบคุมการปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้อง ด้วย ตร.มีหนังสือสั่งการ บช.น.ให้พิจารณาข้อบกพร่อง ผบก.น.4 และรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงให้ ตร.ทราบเพื่อพิจารณาดำเนินการที่ให้ความเห็นชอบในการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องของ ผบก.น.4 กรณี ผกก.สน.ลาดพร้าวบกพร่องไม่รายงานเหตุอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญให้ พล.ต.อ.ธานีเพื่อทราบรวมถึง 2 ครั้ง

เพื่อให้การปฏิบัติเกี่ยวกับการรายงานเหตุอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ให้เกิดข้อบกพร่องในลักษณะดังกล่าวอีก จึงให้กำชับผู้เกี่ยวข้องให้ถือปฏิบัติตามคำสั่ง ตร.เรื่องการพิจารณาโทษกรณีไม่รายงานเหตุอย่างเคร่งครัด

ทั้งการรายงานทางวาจาและเอกสาร โดยให้รายงานเหตุทางวาจาจะต้องมีการยืนยันผู้รับส่งวันเวลาที่รายงานด้วย มิฉะนั้นจะถือเป็นความบกพร่อง แจ้งมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป

หน้า 12

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รมว.วัฒนธรรมเซ็นคำสั่งตั้งคณะทำงานร่วมการใช้พรบ.คุมสื่อฉบับใหม่

รมว.วัฒนธรรมเซ็นคำสั่งตั้งคณะทำงานร่วมการใช้พรบ.คุมสื่อฉบับใหม่

ข่าววันที่ 9 สิงหาคม 2552 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ

               สืบเนื่องจากกรณีนายปราโมทย์ ฝ่ายอุประ ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พร้อม นายมานิจ สุขสมจิตร ที่ปรึกษาคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์ฯ พร้อมผู้แทนจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เข้าพบ นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการจดแจ้งการพิมพ์ ที่สำนักศิลปากรเขตในแต่ละพื้นที่เป็นผู้รับจดทะเบียน

                โดยที่ผ่านมาพบว่า เจ้าหน้าที่ยังขาดความรู้ความสามารถในการอำนวยความสะดวกและการบริการ บางครั้งยังไม่สามารถตอบคำถาม หรือทำให้สื่อมวลชนบางจังหวัดเข้าใจไปในแนวทางเดียวกันได้ จึงอยากให้กระทรวงวัฒนธรรมโอนงานดังกล่าวมาให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเป็นผู้รับเรื่องแทน โดยสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ได้เสนอให้กระทรวงวัฒนธรรมตั้งคณะกรรมการร่วมพิจารณา เพื่อติดตามปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้ พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ฯ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน
                 ความคืบหน้าล่าสุด นายพรชัย ปุณณวัฒนาพร เลขาธิการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เปิดเผยว่า ภายหลังการเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ทางสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ส่งหนังสือเสนอแนวทางการจัดตั้งคณะทำงานติดตาม และส่งเสริมการบังคับใช้พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะนี้รัฐมนตรีฯ ได้เซ็นต์คำสั่งแต่งตั้งเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2552 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่แต่งตั้งเป็นต้นไป
                  เลขาธิการสภาการหนังสือพิมพ์ฯ กล่าวต่อว่า สำหรับคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานฯ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานคณะทำงานฯ นายมานิจ สุขสมจิตร และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานคณะทำงานฯ ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ หรือผู้แทน, นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หรือผู้แทน, อธิบดีกรมศิลปากร หรือผู้แทน, ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติหรือผู้แทน, เลขาธิการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม (นางสาวลัดดา ตั้งสุภาชัย), ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของกรมศิลปากรเป็นคณะทำงานฯ โดยมี รองอธิบดีกรมศิลปากรที่กำกับดูและหอสมุดแห่งชาติ เป็นเลขานุการคณะทำงานฯ, ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติ และหัวหน้ากลุ่มนิติการ เป็นผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานฯ
               นายพรชัย กล่าวต่ออีกว่า คณะทำงานฯ ดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ 2 ประการคือ
1. ศึกษาติดตามผลการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามเจตนารมณ์
2. ส่งเสริมให้การบังคับใช้พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
 
 
  รูปประกอบข่าว
http://www.siamrath.co.th/uifont/NewsDetail.aspx?cid=50&nid=43810


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.narit.or.th
http://dbd-52.hi5.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.momypedia.com
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://icann-ncuc.ning.com
http://www.webmaster.or.th
http://weblogcamp2009.blogspot.com

ผู้ติดตาม

คลังบทความของบล็อก